top of page
Search

3 อันดับเมืองสีเขียวที่ยั่งยืนที่สุดในโลก


ปัจจุบันชุมชนเมืองมีการเติบโตมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2.4 พันล้านคนในอีก 30 ปีข้างหน้า นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่น และยั่งยืนจึงเป็นหัวข้อหลักที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญ องค์กรระดับโลกอย่าง MIT Senseable City Lab และ World Economic Forum จึงได้ร่วมมือกันสร้างเว็บไซต์แผนที่ “Treepedia” ขึ้นมา ด้วยการดึงเอาข้อมูลจาก Google Street View มาคำนวณ และประมวลผลเพื่อหาดัชนีมุมมองสีเขียวหรือปริมาณต้นไม้ในเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้เมืองต่าง ๆ ทั่วโลก สามารถวางผังเมืองในอนาคตต่อไปได้ ซึ่ง 3 อันดับที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่ยั่งยืนที่สุดในโลก ได้แก่

.

แวนคูเวอร์ เมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ของรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวเทียบกับอัตราส่วนประชากรเป็นอันดับ 3 ซึ่งถ้าดู Google Street View จะเห็นว่าในแวนคูเวอร์มีสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่มาก อย่าง ‘Stanley Park’ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทวีปอเมริกาเหนือ ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในงานประชุม ICLEI World Conference 2015 ที่เกาหลีใต้ แวนคูเวอร์ ได้ประกาศว่าจะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% รวมทั้งมีเป้าหมายในการผลักดันให้อาคารใหม่ที่จะก่อสร้าง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป เป็นอาคารสีเขียว (Green Buildings) หรืออาคารที่สร้างขึ้นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมดอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมืองเพิ่มขึ้นด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 150,000 ต้นในเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2553 – 2563 รวมถึงทำให้ประชากรในเมืองมีเวลาในการเดินเท้าอย่างน้อย 5 นาทีในพื้นที่สีเขียว โดยตอนนี้มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวมากกว่า 25.9% เทียบกับพื้นที่เมือง

.

‘สิงคโปร์’ ได้รับการขนานนามว่าเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ทั้งความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม เพราะในสมัยที่สร้างเมือง ‘ลี กวน ยู’ ผู้นำของสิงคโปร์ในขณะนั้นได้ประกาศนโยบาย Garden City เพื่อเปลี่ยนสิงคโปร์ให้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว รวมถึงก่อตั้งหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวกับสวนสาธารณะ และสถานที่พักผ่อนฯ (Parks and Recreation Department) เพื่อให้คนเข้าใจและอยู่ร่วมกับต้นไม้ได้อย่างยั่งยืน โดยในอนาคตข้างหน้า สิงคโปร์ตั้งเป้าว่าจะมีอาคารสีเขียว (Green Buildings) หรืออาคารที่สร้างขึ้นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็น 80% ของอาคารที่มีอยู่ทั้งหมด และสามารถลดการใช้พลังงานลง 30% จากปัจจุบัน เพราะการเห็นต้นไม้เป็นส่วนสำคัญ ทำให้ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นเมืองที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับ 2 โลก มากถึง 29.3% เทียบกับพื้นที่เมือง และมีพื้นที่สาธารณะ 350 แห่ง มีเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวยาว 112 กม. โดยการออกแบบจะเน้นวางผังให้เชื่อมโยงกับพื้นที่สีเขียว สร้างสวนสาธารณะให้กระจายทั่วเมือง พร้อมเชื่อมโยงทางเดินเท้าและช่องทางจักรยาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชาวสิงคโปร์

.

ถ้าพูดชื่อเมือง ‘แทมปา’ ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูมากนัก แต่รู้หรือไม่ว่าในแผนที่ Treepedia ‘แทมปา’ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก อยู่ที่ 36.1% เทียบกับพื้นที่เมือง โดยเมืองนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของรัฐฟลอริดา ฮิลห์โบโรห์ สหรัฐอเมริกา โดยการบริหารจัดการเมืองของแทมปานั้น อยู่ภายใต้ความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสริมเมืองให้มีความยั่งยืนและน่าอยู่ให้ผู้อยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายของแทมปา ก็คือการมุ่งไปสู่การเป็น ‘Green Tampa’ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การกำจัดของเสียและรีไซเคิล ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงจัดการดูแลสวนสาธารณะ ป่า และเส้นทางสีเขียวไปพร้อม ๆ กัน

.

การสร้างเมืองที่มีความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาตินั้น เมืองมีปฏิสัมพันธ์ของระบบที่ซับซ้อนสูง ดังนั้น การมองหาต้นแบบจะช่วยให้ผู้นำของเมืองสามารถระบุวิสัยทัศน์ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เมืองเป็นไปตามที่ต้องการ ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับความท้าทายของการเติบโตของจำนวนผู้คนในเมือง และเมืองจะก้าวไปสู่อนาคตกับกลยุทธ์ที่มีความชัดเจนได้อย่างไร เพื่อให้สามารถสร้างเมืองที่ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นเมืองที่ดีกว่า เติมเต็มให้เกิดสังคม และโลกที่ดีกว่าได้ในที่สุด

.

Analyzed by BRANDigest

.


926 views

Comments


bottom of page