top of page
Search

จากธุรกิจ by default สู่ ธุรกิจ by design




จุดเริ่มต้นของธุรกิจส่วนใหญ่ คือการตอบสนองความต้องการของตลาด หาวิธีลดต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด เพราะ “ตัวเลข” เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดในการวัดความสำเร็จของธุรกิจในสมัยก่อน


จนมาถึงราวศตวรรษที่ 18 การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทของทั้งฝั่งธุรกิจและผู้บริโภคอย่างมาก การใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการผลิต ทำให้สินค้าจำนวนมากเข้าสู่ตลาด จนมีปริมาณที่เกินความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องง้อสินค้าและบริการจากธุรกิจเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป


เมื่อเวลาผ่านไป โลกได้เดินทางมาถึงจุดที่มีสิ่งที่เรียกว่า Social Media เกิดขึ้น ซึ่ง Social Media เปรียบเสมือนเครื่องมือปลดล็อกที่ทำให้ผู้คนสามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสารได้อย่างไร้พรมแดน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม ถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญบนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทั้งในโลก Digital และ Physical ผู้บริโภครับรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด หรือพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ


ทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการกำเนิดขึ้นของ Social Media ได้เพิ่มอำนาจการต่อรองให้ฝั่งของผู้บริโภค พวกเขามีสิทธิเลือกที่จะซื้อ หรือไม่ซื้ออะไร ด้วยเหตุผลที่มากกว่าประโยชน์ในการใช้สอย (Function) เท่านั้น การรับรู้ของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกทำให้พวกเขาเริ่มถามหาคนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มปรับวิธีคิดในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเริ่มต้นง่าย ๆ จากการสนับสนุนธุรกิจที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม


จากข้อมูลของ Unilever พบว่าผู้บริโภคกว่า 33% ซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจที่พวกเขาเชื่อว่า กำลังสร้างสิ่งที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับ 1 ใน 5 ของผู้บริโภคจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึง การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน


ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ แทนที่จะทำธุรกิจ by default ก็ต้องมาทำธุรกิจ by design ตอบตัวเองให้ได้ว่าอะไรคือเหตุผล หรือคุณค่าในการดำรงอยู่ของตนเอง ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และสื่อสารออกไปให้พวกเขารับรู้ว่า ธุรกิจจะพาพวกเขาให้เติบโตไปสู่สถานะที่ดีกว่าร่วมกันได้อย่างไร



ที่มา :

Unilever




150 views
bottom of page