top of page
Search

ExxonMobil กับการปรับตัวเพื่อธุรกิจที่ดีกว่า


หากกล่าวถึงบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของโลก หลายคนคงรู้จัก ExxonMobil บริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2538 จากการรวมตัวกันของ Exxon และ Mobil สองบริษัทลูกจาก Standard Oil ที่ก่อตั้งมานานกว่า 151 ปี จนกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก ณ วันที่ประกาศรวมตัว โดยครั้งหนึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 6 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ในช่วง ปี พ.ศ. 2539 - 2560 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า Apple ถึง 1 ล้านล้านบาท ในปี พ.ศ. 2554

.

การดำเนินธุรกิจของ ExxonMobil มุ่งมั่นเพื่อผลิตพลังงานฟอสซิลอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานสูง โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้พลังงาน และมีพลังงานเพียงพอสำหรับทุกคน ด้วยความเชื่อที่ว่าพลังงานสามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง และคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า จำนวนประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัย และการขนส่งเพิ่มขึ้นไปด้วย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25% ภายในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งปัจจุบัน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็น 55% ของการใช้พลังงานทั่วโลก ตอกย้ำความเชื่อของ ExxonMobil ที่ว่าพลังงานฟอสซิลยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

.

แม้ ExxonMobil จะช่วยจัดสรรพลังงานให้แก่มวลมนุษยชาติมากว่า 20 ปี หรือ อาจเรียกได้ว่า ดำเนินธุรกิจมาคู่กับคนทั่วโลกนานกว่า 100 ปี หากนับตั้งแต่ก่อนการรวมตัวกันของทั้งสองบริษัท การดำเนินธุรกิจของ Exxon ในอดีต ยังได้รับการวิพากษ์วิจารย์จากสังคม และผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และก๊าซเรือนกระจกอยู่บ่อยครั้ง เริ่มตั้งแต่การปล่อยของเสียในปริมาณเกินกำหนดจากโรงกลั่นน้ำมัน และเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันรั่วที่ Alaska ในปี พ.ศ. 2532 ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแนวชายฝั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ สัตว์ และความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ จนทำให้กลุ่มผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มเกิดความไม่พอใจ หรือแม้กระทั่ง การถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนข้อมูลวิธีการจัดการความเสี่ยงกับภาวะโลกร้อนต่อผู้ถือหุ้น ทำให้นักลงทุนกว่า 62% ลงคะแนนเห็นชอบให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ผ่านรายงานประจำปี เพื่อประเมินความเสี่ยงของการลงทุน และแผนการรับมือกับภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้น

.

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ExxonMobil หันมาให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และบทบาทในการรับผิดชอบต่อผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง ภายใต้การบริหารงานของ Darren Woods CEO คนใหม่ของ ExxonMobil เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการทำธุรกิจของตน รวมถึงการสร้างโลกที่ดีกว่าเพื่อชนรุ่นหลัง โดยได้ประกาศแผนลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นน้ำ 15 - 20% ภายใน 5 ปี และลงทุนเพื่อคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานชีวภาพ อย่าง การเซ็นสัญญากับบริษัท FuelCell Energy ด้วยเงินลงทุน 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรม การร่วมมือกับ Synthetic Genomics เพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย โดยตั้งเป้าที่จะผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพให้ได้ถึง 10,000 บาร์เรล ต่อวัน ภายในปี พ.ศ. 2568 รวมไปถึงการสร้างแคมเปญ #ExxonKnew เพื่อสื่อสารไปยังทุกภาคส่วน ถึงกิจกรรมที่ ExxonMobil ได้ดำเนินการจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน เป็นการแสดงให้เห็นว่าบริษัทได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากอุตสาหกรรมพลังงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังสนับสนุนให้สหรัฐอเมริกาอยู่ใน Paris Agreement อีกด้วย

.

จะเห็นได้ว่าในยุคที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลง และมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ExxonMobil ได้ปรับตัว เพื่อแสดงจุดยืนในการเป็นองค์กรที่ดีกว่า โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการผลิตพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนรุ่นถัดไป โดยสามารถสร้างผลกำไรให้กับบริษัทได้ในเวลาเดียวกันนับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่พยายามปรับตัวเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นการสร้างธุรกิจที่ดีกว่า เพื่อโลกที่ดีกว่าในที่สุด

.

Analyzed by BRANDigest

.

281 views

Comments


bottom of page