top of page
Search

มากกว่า “ผลกำไร” คือ “เป้าประสงค์” ที่ชัดเจน

Updated: Sep 11, 2020



Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ผู้คิดค้นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ตลาดเสรี กล่าวว่า เป้าประสงค์หลักของการดำเนินธุรกิจ คือ การเพิ่มผลกำไรสูงสุดให้กับเจ้าของ โดยการผลิตสินค้าและบริการ ให้สอดคล้องความต้องการของผู้บริโภค


การเข้ามาของยุคดิจิทัล (Digital Disruption) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการแพร่ระบาดของ COVID-19 (Pandemic) ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาเลือกซื้อสินค้าจากปัจจัย ที่มากกว่าราคาที่สมเหตุสมผล และคุณภาพที่ได้มาตรฐาน 


วิถีในการดำเนินธุรกิจ และการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนขององค์กร มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น ดังจะเห็นได้จาก ข้อมูลของ Accenture ที่เปิดเผยว่า เกือบ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคทั่วโลก เลือกซื้อสินค้าจากธุรกิจมีจุดยืนทางสังคมที่ชัดเจน นอกจากนี้ผู้บริโภคยังคาดหวังให้ธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหา และยกระดับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้ดียิ่งขึ้น อาจกล่าวได้ว่า การแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป สำหรับการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน 


จากผลการสำรวจของ Unilever พบว่า ธุรกิจที่ดำเนินกิจการด้วยเป้าประสงค์ที่ชัดเจน จะเติบโตมากกว่า ธุรกิจที่หวังแค่สร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว ธุรกิจที่นำหลักคิดเรื่องความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเป้าประสงค์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ จะเติบโตมากกว่าถึง 2-3 เท่า 


ดังนั้นธุรกิจอาจจะต้องเปลี่ยนเป้าประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ จากการให้ความสำคัญเพียงแค่กำไร (Single Bottom Line) มาเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจโดยสร้างกลยุทธ์ใหม่ที่สอดคล้องกันระหว่าง การสร้างผลกำไร (Profit) การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ (People) และ การรักษาสิ่งแวดล้อม (Planet) หรือที่เรียกว่า Triple Bottom Line เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ดี ไม่คำนึงถึงเพียงแค่ลูกค้า หรือผู้ถือหุ้น แต่ครอบคลุมไปทั้งระบบนิเวศของธุรกิจ


ด้วยเหตุนี้หากธุรกิจจะเติบโตไปสู่สถานะที่ดีกว่า ธุรกิจต้องก้าวข้ามผ่านการมีเป้าประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ เพียงเพื่อผลประกอบการที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไปสู่การทำธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าประสงค์ที่ชัดเจน บนพื้นฐานของความยั่งยืน 

ที่มา:

Accenture

Unilever 



453 views

Comentários


bottom of page